คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2020

ความรู้เกี่ยวกับดอกอัญชันที่เราไม่ควรรู้

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่นั้นจะรู้แค่การที่เราเอาดอกอัญชันนั้นมาบีบน้ำเผื่อที่จะเอาสีของดอกอัญชันนั้นมาทำเป็นขนมหรือว่าเราต้องการที่จะมาใส่สีผสมอาหารนั้นก็แล้วแต่ว่าเราต้องการที่จะเอามาทำอะไรกัน  เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่เอาสีของ ดอกอัญมาทำเป็นเป็นขนมที่เราสามารถที่จะเอาทำได้เพราะว่าด้วยสีสันที่สวยงามและเราสามารถที่จะเลือกหรือว่ารับประทานกันได้  และเรื่องของสรรพคุณของดอกอัญชันนั้นมีอะไรที่เรานั้นควรที่จะรู้กัน  

        ซึ่งดอกอัญชันนั้นมีสีออกน้ำเงินหรือว่าสีม่วงที่เราเห็นตามคันรั้วตามบ้านซึ่งดอกนั้นเราสามารถที่จะเอามาบำรุงให้เส้นผมของเรานั้นแข็งแรงเงางามได้อีกด้วย  และนอกจากนี้นั้นยังช่วยในเรื่องของการที่เราเอามาทาคิ้วเพื่อที่จะให้ขนของคิ้วของเรานั้นดก    ช่วยในเรื่องของการที่เราจะมาบำรุงสายตาได้อีก   อย่างนี้เป็นต้น   ซึ่งดอกอัญชันนั้นเป็นสมุนไพรที่เรานั้นรู้อยู่แล้ว่าเป็นสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณ  

ประโยชน์ของดอกอัญชันที่เราควรที่จะรู้  

ประโยชน์ของดอกอัญชันนั้นมีความหลากหลายและเยอะมากที่เราสามารถที่จะเอามาใช้ในร่างกายของเราว่าง่ายๆนั้นตั้งแต่เส้นผมยันจนปลายเท้านั้นเลยก็ว่าได้  

 

  • ลดอาการฟกช้ำ  ในดอกอัญชันนั้นสามารถที่จะช่วยในเรื่องของอาการฟกช้ำนั้นได้เพราะว่าในดอกอัญชันนั้นมีสารแอนโทไซยานินที่เป็นตัวการของการไหลเวียนของเลือดนั้นได้ดีกว่า เพื่อที่จะให้เซลล์ในร่างการที่เรามีอาการฟกช้ำนั้นลดลงได้  
  • บำรุงร่ากาย  ดอกอัญชันนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ   วึ่งจะช่วยในเรื่องของการที่ช่วยลดอาการแก่ก่อนไวได้ด้วย  ช่วยในเรื่องของการป้องกันให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง  บำรุงผิวพรรณของเรานั้นให้อ่อนเยาว์  และนอกจากนี้นั้นยังช่วยในเรื่องของการบำรุงสมองนั้นอีกด้วย   ช่วยในเรื่องของการลดระดับเมล็ดเลือดในน้ำตาลนั้นอีกด้วย  และยังมีประสิทธิภาพในการที่ขับสารพิษนั้นออกจากร่างกาย  
  • ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นหายใจสะดวก  ในดอกของอัญชันนั้นสามารถช่วยในเรื่องของการลดอาการที่เราเป็นหอบหืดนั้นได้ด้วย  เพราะว่าในสรรพคุณของดอกนั้นเป็นที่เรารู้อยู่แล้วว่าสามารถที่จะล้างสารพิษในร่างกายได้  ดังนั้นเมื่อเรากินดอกอัญชันไม่ว่าจะเป็นสดหรือว่าน้ำ  หรือว่าเราจะเอาไปต้มนั้นก็จะช่วยในการลดอาการของอาการหอบหืดนั้นได้   และจะทำให้เรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace

 

 

ซากสงครามและความเจ็บปวด

       หลายๆคนคงเคยเดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรีนอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีอยู่มากมายแล้วก็ยังมีพิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก คืออีกแห่งหนึ่งที่หากใครพลาดการไปเที่ยวชมคงน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง พิพิธภัณฑ์สงครามคือสถานที่จัดแสดงภาพบรรยากาศของเค้าจังเลยศึกสงครามโลกครั้งที่สอง

เป็นแหล่งเก็บรวบรวมภาพวาดและภาพถ่ายตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้อาวุธปืนและลูกระเบิดที่ใช้ในสมัยนั้นซึ่งปัจจุบันเหลือไว้เพียงเรื่องราวเล่าขาน ย้อนกลับไปในอดีตการเกณฑ์ทหารสัมพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ผ่านกาญจนบุรีไปประเทศพม่าของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเหตุให้เฉยศึกพันธมิตรเสียชีวิตลงที่กาญจนบุรีเป็นจำนวนมากด้วยผลพวงความทารุณของสงครามและโรคภัยไข้เจ็บ

ในครั้งนั้นกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกพันธมิตรได้แก่ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลียและฮอลันดามาสร้างทางรถไฟซึ่งมีช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่โดยทางรถไฟสายหนึ่งเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านเข้ากาญจนบุรีข้าแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตกผ่านด่านเจดีย์สามองค์จนถึงปลายทางที่เมืองตันบีอูซายัดประเทศพม่า 

      สงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1939 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 มีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากเป็นสี่เท่าของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคู่สงครามทุกฝ่ายทหารเสียชีวิตประมาณ 15 ล้านคน พลเรือนเสียชีวิต 12 ล้านคน คนค่าเสียหาย 1,154,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศที่มีคนตายมากกว่าล้านคน เรียงลำดับคือโซเวียต เยอรมันนี จีน ญี่ปุ่น มีประเทศเข้าร่วมสงคราม 29 ประเทศมีการลบดุเดือดได้ทั้งสามสมรภูมิยุโรป เอเชียตะวันออก 

แปซิฟิก แอฟริกาเหนือ แบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายอักษะสามประเทศ ได้แก่ เยอรมันนี อิตาลีและญี่ปุ่นส่วนอีกฝ่ายคือฝ่ายพันธมิตรมีทั้งหมด 26 ประเทศประกอบไปด้วย อังกฤษ  ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา โซเวียตจีน และพันธมิตร วิกฤตการณ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นในแมนจูเรียค.ศ. 1931

เมื่อประเทศญี่ปุ่นบุกเข้าไปในรัฐแมนจูเรีย สมัยประธานาธิบดีจียงไคเช็ค อ้างการระเบิดทางรถไฟของญี่ปุ่นและตั้งแมนจูเรียเป็นรัฐเอกราชจากจีนมีชื่อว่ารัฐแมนจูกัว จากนั้นได้เกิดวิกฤติการณ์ในเอธิโอเปีย ค.ศ. 1934 ประเทศอิสเตอรี่เป็นผู้ก่อบุกเข้ายึดเอธิโอเปียที่มีถ่านหินและป่าไม้มาเป็นอาณานิคมได้สำเร็จในปีค.ศ. 1936 ติดตามด้วยวิกฤตการณ์ในโปแลนด์ค.ศ. 1939 ประเทศเยอรมันนีเป็นผู้กองบุกเข้ายึดเมืองดานชิคในโปแลนด์ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเหล็กอันเป็นชนวนใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

เฉาก๊วยนมสด

พูดถึงเฉาก๊วยนมสดแล้วมันช่างเข้ากับอากาศร้อนๆ แบบบ้านเราจริงๆเลยว่ามั้ยค่ะ เฉาก๊วยหวานมันเย็นๆ มันช่างน่ากินซะเหลือเกินแต่เห็นแบบนี้เฉาก๊วยของเราก็แอบมีประโชยน์นะค่ะเพราะตัวเฉาก๊วยนั้นมีสรรพคุณแก้ร้อนใน บรรเทาอาการหวัด ลดไข้ตัวร้อน ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการเบื่ออาหาร แก้ปวดท้องมวนท้อง

และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โอ้ยเยอะแยะมากมายนี่ยังไม่หมดนะค่ะเอามาคร่าวๆเท่านั้นหลายคนคงอยากจะกินแล้วแต่บางทีไปหาซื้อทานเองก็ไม่อิ่ม ซื้อหลายแก้วก็แพง วันนี้ดิฉันจะมานำเสนอสูตรเฉาก๊วยนมสดแสนอร่อยทำทานเองที่บ้านได้ทุกวันเลยค่ะเรามาเตรียมวัตถุดิบกันค่ะ

1.เฉาก๊วย (หาซื้อตามห้างได้เลยค่ะมีทั้งแบบหั่นเต๋า และแบบเป็นก้อนใหญ่มาหั่นเอง)

2.น้ำตาลอ้อย (หาซื้อในห้างได้เช่นกันค่ะ)

3.นมข้นหวาน

4.นมสด (แบบพาสเจอร์ไรส์ หรือนมสดแท้ก็ได้ตามชอบเลยค่ะ)

5.นมข้นจืด

6.น้ำแข็งป่น

ได้วัตถุดิบครบแล้วเรามาเริ่มกันเลยนะค่ะ ขั้นแรกก็เทนมสดใส่แก้วชงก่อนนะค่ะถ้าแก้วไม่ใหญ่สัก 16 ออน ก็เทนมไป100 ml ค่ะ จากนั้นตวงนมข้นหวานใส่ลงไปสัก 3-4 ช้อนชา ตามชอบเลยค่ะใครชอบหวานก็ใส่ 4 ใครไม่ชอบหวานก็สัก 2 ช้อนชาก็พอค่ะหากใครอยากเพิ่มความมันก็เติมนมข้นจืดไปอีกสักหน่อยนะค่ะ จากนั้นก็คนๆให้เข้ากันเลยค่ะ เตรียมแก้วใส่น้ำแข็งไว้รอเลยค่ะ เทใส่แก้ว อ่อลืมบอกไม่ต้องใส่น้ำแข็งจนเต็มนะค่ะ

เพราะเดี๋ยวจะล้นค่ะ เทใส่แก้วเรียบร้อยก็ตักเฉาก๊วยใส่ตามใจชอบเลยค่ะ ตามด้วยนมข้นจืดราดเล็กน้อยแล้วก็ตบท้ายด้วยน้ำตาลอ้อย หอมหวานเย็นชื่นใจอย่าบอกใครเลยค่ะ เฉาก๊วยที่เหลือมัดให้แน่นใส่ตู้เย็นช่องธรรมดาก็พอนะค่ะเก็บได้เป็นอาทิตย์เลย ทีนี้ก็ทำทานเองได้ทุกวัน ไม่ต้องไปง้อร้านเลยใช่มั้ยค่ะแถมยังทำให้เด็กๆกินได้ด้วยนะค่ะชวนเขาทำด้วยจะได้มีกิจกรรมทำในวันหยุด สนุกด้วย อร่อยด้วย มีประโยชน์อีกด้วยนะค่ะ

 

สนับสนุนโดย   ดูบอล